กระเจี๊ยบ + พุทราจีน
คือ การนำเอากระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสดก็ได้ มาต้มรวมกับพุทราแห้ง ใช้พุทราจีน หรือพุทราเป่า (พุทราไทย) ก็ได้ เพื่อทำเครื่องดื่ม
ประโยชน์ ช่วยล้างไขมันในเลือดที่มีมากเกินไป เมื่อไขมันถูกล้างออกไปเรื่อย ๆ โดยการกินน้ำกระเจี๊ยบ+พุทราจีน ผนังหลอดเลือดก็จะยืดหยุ่น
บีบตัวและขยายตัวเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกขึ้น
บีบตัวและขยายตัวตามจังหวะการเต้นของหัวใจให้สูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยไม่มีไขมันมาขัดขวาง ไม่เปราะแตกง่าย
- ไม่ควรต้มกระจี๊ยบกินเดี่ยว ๆ เป็นเวลานาน ๆ เพราะจะทำให้ไตเสื่อม จึงต้องมีพุทราจีนตากแห้งผสมลงไปเป็นตัวแก้แล้วยังช่วยบำรุงไตไปพร้อมกัน
- ไม่ควรเติมน้ำตาวให้หวานเกินไป
วิธีทำ
เตรียมกระเจี๊ยบ 1 กำมือ
พุทราจีนแห้น 1 กำมือ
ล้างน้ำให้สะอาด บีบพุทราจีนให้แตก ใส่รวมกันลงภาชนะเติมน้ำเปล่า 2 ลิตร ต้มให้เดือดสักพักหนึ่ง แล้วยกลง เทกรองเนื้อออกให้เหลือแต่น้ำ เติมน้ำตาลจะได้ความหวานจากธรรมชาติที่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ทำเก็บใส่ขวดแช่เย็นเอาไว้ดื่มได้หลายวัน
Showing posts with label สมุนไพรไทย. Show all posts
Showing posts with label สมุนไพรไทย. Show all posts
กระชาย กระชายคือโสมของไทย ราชาแห่งสมุนไพร
ในน้ำกระชายมีอาหารอยู่ 2 กลุ่ม
1. กลุ่มละลายในน้ำ
2. กลุ่มที่ละลายในไขมัน
เมื่อกินน้ำกระชายเข้าไปแล้ว ในกระเพาะเรามีน้ำ มีไขมัน และจุลินทรีย์ สองกลุ่มจะแยกกันทำหน้าที่ของมันเอง ตัวจุลินทรีย์ในกระเพาะจะทำให้เกิดแอลกอฮอล์ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สกัดตัวยากลุ่มที่ละลายในน้ำออกมาจากน้ำกระชายได้เอง ส่วนกลุ่มที่ละลายในไขมันก็ทำงานของเขาเอง
คนปกติควรกินน้ำกระชายเพื่อบำรุงเอาไว้ จะช่วยปัองกันไม่ให้เป็น โรคไต ผู้ชายปัองกันไม่ให้ต่อมลูกหมากโต ผู้หญิงปัองกันไม่ให้เป็นมดลูกโต
ในน้ำกระชาย 1 แก้ว มีคุณค่าสูงกว่านม 1 แก้ว หลายเท่า ถ้าให้เด็กกินเป็นประจำ จะช่วยสร้างกระดูกให้มีโครงสร้างที่แข็งแรง กินคู่กับมะม่วงสุกแล้วปั่นก็ดี ต้องการให้หวานก็เติมน้ำผึ้งได้ ปั่นกระชายแล้วเก็บน้ำกระชายใส่ขวดแช่เย็นไว้เป็นหัวเชื้อได้หลายวัน เวลาจะทำเครื่องดื่มก็นำหัวเชื้อน้ำกระชายมาเจือจางในน้ำ แล้วจะเต็มน้ำดอกอัญชันก็ได้ หรือเติมน้ำผลไม้ปั่นอื่น ๆ อีกหลายอย่างแล้วแต่จะดัดแปลง ไม่มีอะไรตายตัว ขอให้ทำให้อร่อยแล้วกินได้
วิธีทำกระชาย
- นำกระชายมาล้างน้ำเกลือหลาย ๆ ครั้งให้สะอาดประมาณ 1 ขีด (ไม่ต้องปอกเปลือก)
- หั่นกระชายเป็นแว่นเล็ก ๆ ใส่เครื่องปั่นแล้วเติมน้ำ 3 แล้ว
- ปั่นให้ละเอียดแล้วกรองเอาแต่น้ำ ทิ้งกากไป (ห้ามกินกาก)
- ใช้น้ำเป็นหัวเชื้อใส่ขวดเก็บในตู้เย็นได้หลายวัน
- เวลาจะใช้ดื่มก็เทใส่แล้วแล้วเติมน้ำสะอาดให้เจือจาง
- เติมน้ำผึ้ง เกลือ ปรับรสชาติตามใจชอบ
1. กลุ่มละลายในน้ำ
2. กลุ่มที่ละลายในไขมัน
เมื่อกินน้ำกระชายเข้าไปแล้ว ในกระเพาะเรามีน้ำ มีไขมัน และจุลินทรีย์ สองกลุ่มจะแยกกันทำหน้าที่ของมันเอง ตัวจุลินทรีย์ในกระเพาะจะทำให้เกิดแอลกอฮอล์ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สกัดตัวยากลุ่มที่ละลายในน้ำออกมาจากน้ำกระชายได้เอง ส่วนกลุ่มที่ละลายในไขมันก็ทำงานของเขาเอง
คนปกติควรกินน้ำกระชายเพื่อบำรุงเอาไว้ จะช่วยปัองกันไม่ให้เป็น โรคไต ผู้ชายปัองกันไม่ให้ต่อมลูกหมากโต ผู้หญิงปัองกันไม่ให้เป็นมดลูกโต
สรรพคุณกระชายปั่นคั่นน้ำ
- ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่เปราะบาง
- ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่เปราะบาง
- ช่วยบำรุงตับ ไตให้แข็งแรง ดูแลระบบมดลูก รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ ดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง
- ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยให้ระบบกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง เต็นสมั่าเสมอ ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจดีขึ้น
- ช่วย ฟื้นฟูต่อมไร้ท่อต่าง ๆ เช่น ต่อมไธรอยด์ ต่อมใต้สมองต่อมหมวกไต และตัวอ่อน เมื่อต่อมไธรอยด์ปกติดี จะไม่เป็นโรคคอพอก และยังมีส่วนในการช่วยลดกรดยูริด
- ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิง คือ แอสโตรเจน และ ฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเตอโรน ซึ่งมีอยู่ในร่างกายของทุก ๆ คน ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง ถ้าผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศหญิงในตัวมากเกินไปก็อาจจะเป็นเต้านม หรือมีน้อยไปก็อาจเป็นมะเร็งปากมดลูก ส่วนผู้ชายนั้น น้ำกระชายจะช่วยคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
- ช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น ถ้ากินคู่กับใบบัวบก จะบำรุงสมองได้โดยตรง ต้องกินเป็นประจำเพื่อป้องกันความจำเสื่อม
- ปรับความดันโลหิตให้พอดี ไม่ให้สูงมากหรือต่ำมากเกินไป
- กินน้ำชายเป็นประจำ ช่วยให้เส้นผมไม่หงอกก่อนวัย เล็บมือ เล็บเท้า แข็งแรง
- ช่วยขับน้ำคาวปลา สตรีหลังคลอดบุตร
วิธีทำกระชาย
- นำกระชายมาล้างน้ำเกลือหลาย ๆ ครั้งให้สะอาดประมาณ 1 ขีด (ไม่ต้องปอกเปลือก)
- หั่นกระชายเป็นแว่นเล็ก ๆ ใส่เครื่องปั่นแล้วเติมน้ำ 3 แล้ว
- ปั่นให้ละเอียดแล้วกรองเอาแต่น้ำ ทิ้งกากไป (ห้ามกินกาก)
- ใช้น้ำเป็นหัวเชื้อใส่ขวดเก็บในตู้เย็นได้หลายวัน
- เวลาจะใช้ดื่มก็เทใส่แล้วแล้วเติมน้ำสะอาดให้เจือจาง
- เติมน้ำผึ้ง เกลือ ปรับรสชาติตามใจชอบ
ขมิ้นชัน สมุนไพรไทย สรรพคุณหลายอย่างที่คนมองข้าม
ขมิ้นชัน และ สรรพคุณขมิ้นชัน
ขมิ้นชัน
มี วิตามิน เอ,วิตามิน ซี,วิตามิน อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ - สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร - ช่วยย่อยอาหาร - ทำความสะอาดให้สำไส้ - เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ - ต้านอุนมูลอิสระ ปัองกันการเกิดมะเร็งตับ - สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง - กำจัดเชื้อราที่ป่นเปื้อนในอาหารที่กินเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง - ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี ใช้กินเหง้าของ ขมิ้นชัน โดยการปอกเปลือก หรือตากแห้งแล้วบดเป็นผงใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง และแบบผงบรรจุแคปซูลเพื่อสะดวกแก่การกินกินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูระบบของอวัยวะ กินเพียง 1 แคปซูลขมิ้นชันเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็กินครั้งละ 1 แคปซูลขมิ้นชัน ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ากินขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะไปขับไขมันในตับ
กินขมิ้นให้เป็นอาหาร ไม่ใช่กินเป็นยา ต้องกินให้สนุก ใช้ปรุงอาหารกินบ้าง หุงข้าวก็ใส่ขมิ้นชันได้ ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากินและยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทองปลาได้เป็นบางส่วน
นาฬิกาชีวิต (ความสัมพันธ์ของอวัยวะกับเวลา)
ช่วงเวลา | 03.00-05.00 น. | 05.00-07.00 น | 07.00-09.00 น | 09.00-11.00 น |
เป็นเวลาของ | ปอด | สำไส้ใหญ่ | กระเพาะอาหาร | ม้าม |
ช่วงเวลา | 11.00-13.00 น. | 13.00-15.00 น | 15.00-17.00 น | 17.00-19.00 น |
เป็นเวลาของ | หัวใจ | สำไส้ใส้ | กระเพาะปัสสาวะ | ไต |
ช่วงเวลา | 19.00-21.00 น. | 21.00-23.00 น | 23.00-01.00 น | 01.00-03.00 น |
เป็นเวลาของ | เยื้อหุ้มหัวใจ | พลังงานรวม | ถุงน้ำดี | ดับ |
เวลา 03.00 - 05.00 น.
ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรงช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก แล้วช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง
เวลา 05.00 - 07.00 น.
ช่วยแก้ปํญหาสำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟิ้นฟูปลายประสาทของสำไส้ใหญ่ ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาสำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือสำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไป หรือถ่ายน้อยเกินไป
ถ้าสำไส้ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังสำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็ก ๆ อยู่เป็นล้าน ๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้างจึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำเกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวารไม่เป็นมะเร็งลำไส้
เวลา 07.00 - 09.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจาการกินข้าวไม่เป็นเวลาท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ปัองกันความจำเสื่อม
เวลา 09.00 - 11.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลในปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวข้องกันม้าม ลดอาหารเป็นเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน
เวลา 11.00 - 13.00 น.
ใครมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ก็กินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใตให้แข็งแรง ถ้าเลย 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปที่ผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จีงต้องลงขมิ้นทางผิวช่วยอีกทางหนึ่งด้วย
เวลา 13.00 - 15.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องปวดท้องบ่อย เพราะมีไขมันเกาะสำไส้เล็กไขมันที่เคลือบลำไส้จะเคลือบขยะเอาไว้ด้วยแล้วสะสมตัวกัน ทำให้เกิดแก๊สและมีอาการปวดท้องตอนบ่ายในช่วงเวลานี้ ถ้ากินสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว แล้วขมิ้นชัน จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดีที่สุด สูตรโยเกิตนี้ตัวจุลินทรีย์จะช่วยเปลี่ยนขยะในสำไส้เล็กให้เป็น บี 12 เพื่อส่งไปเลี้ยงสมองต่อไป
เวลา 15.00 -17.00 น.
ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้
กินเหลือเลยเวลาจากช่วงนี้ จบไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ช่วยขับไขมันในตับระหว่างเวลา 01.00-03.00 น. ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากจะช่วยขับไล่ไร่ฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่าย ๆ
กินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมี ไม่มีสเตรอย์ที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ