ขมิ้นชัน และ สรรพคุณขมิ้นชันหลายอย่างที่คนมองข้าม

ขมิ้นชัน และ สรรพคุณขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน

มี วิตามิน เอ,วิตามิน ซี,วิตามิน อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ - สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร - ช่วยย่อยอาหาร - ทำความสะอาดให้สำไส้ - เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ - ต้านอุนมูลอิสระ ปัองกันการเกิดมะเร็งตับ - สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง - กำจัดเชื้อราที่ป่นเปื้อนในอาหารที่กินเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง - ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี

ใช้กินเหง้าของ ขมิ้นชัน โดยการปอกเปลือก หรือตากแห้งแล้วบดเป็นผงใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง และแบบผงบรรจุแคปซูลเพื่อสะดวกแก่การกิน

กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูระบบของอวัยวะ กินเพียง 1 แคปซูลขมิ้นชันเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็กินครั้งละ 1 แคปซูลขมิ้นชัน ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ากินขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะไปขับไขมันในตับ

กินขมิ้นให้เป็นอาหาร ไม่ใช่กินเป็นยา ต้องกินให้สนุก ใช้ปรุงอาหารกินบ้าง หุงข้าวก็ใส่ขมิ้นชันได้ ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากินและยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทองปลาได้เป็นบางส่วน

นาฬิกาชีวิต (ความสัมพันธ์ของอวัยวะกับเวลา)

ช่วงเวลา
03.00-05.00 น.
05.00-07.00 น
07.00-09.00 น
09.00-11.00 น
เป็นเวลาของ
ปอด
สำไส้ใหญ่
กระเพาะอาหาร
ม้าม

ช่วงเวลา
11.00-13.00 น.
13.00-15.00 น
15.00-17.00 น
17.00-19.00 น
เป็นเวลาของ
หัวใจ
สำไส้ใส้
กระเพาะปัสสาวะ
ไต

ช่วงเวลา
19.00-21.00 น.
21.00-23.00 น
23.00-01.00 น
01.00-03.00 น
เป็นเวลาของ
เยื้อหุ้มหัวใจ
พลังงานรวม
ถุงน้ำดี
ดับ

กินขมิ้นตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น
เวลา 03.00 - 05.00 น.
ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรงช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก แล้วช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

เวลา 05.00 - 07.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาสำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟิ้นฟูปลายประสาทของสำไส้ใหญ่ ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาสำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือสำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไป หรือถ่ายน้อยเกินไป

ถ้าสำไส้ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังสำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็ก ๆ อยู่เป็นล้าน ๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้างจึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำเกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวารไม่เป็นมะเร็งลำไส้

เวลา 07.00 - 09.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจาการกินข้าวไม่เป็นเวลาท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ปัองกันความจำเสื่อม

เวลา 09.00 - 11.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลในปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวข้องกันม้าม ลดอาหารเป็นเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน

เวลา 11.00 - 13.00 น.
ใครมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ก็กินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใตให้แข็งแรง ถ้าเลย 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปที่ผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จีงต้องลงขมิ้นทางผิวช่วยอีกทางหนึ่งด้วย

เวลา 13.00 - 15.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องปวดท้องบ่อย เพราะมีไขมันเกาะสำไส้เล็กไขมันที่เคลือบลำไส้จะเคลือบขยะเอาไว้ด้วยแล้วสะสมตัวกัน ทำให้เกิดแก๊สและมีอาการปวดท้องตอนบ่ายในช่วงเวลานี้ ถ้ากินสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว แล้วขมิ้นชัน จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดีที่สุด สูตรโยเกิตนี้ตัวจุลินทรีย์จะช่วยเปลี่ยนขยะในสำไส้เล็กให้เป็น บี 12 เพื่อส่งไปเลี้ยงสมองต่อไป

เวลา 15.00 -17.00 น.
ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้
กินเหลือเลยเวลาจากช่วงนี้ จบไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ช่วยขับไขมันในตับระหว่างเวลา 01.00-03.00 น. ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากจะช่วยขับไล่ไร่ฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่าย ๆ

กินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมี ไม่มีสเตรอย์ที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ

อ่านต่อ

สมุนไพรต้านโรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง คือ เนื้องอกหรือกลุ่มเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งนี้ก็เพราะร่างกายของเราได้รับท๊อกซิน (Toxin) หรือสารพิษจาการที่ร่างกายสร้างขึ้นหรือจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ทำให้เกิดฟรีแรดิคัด (Free Radical) ขึ้นภายในร่างกาย ส่งผลให้ภูมิชีวิตลดลง

เมื่อภูมิชีวิตน้อยลง ร่างกายเราจึงอ่อนแอและไม่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ หากต้องการจะต้านโรคมะเร็ง เราก็จะต้องพึ่งเจ้าสารแอนติออกซิแดนต์ (Antioxidant) เข้าไปเสริมทัพให้ภูมิชีวิตในร่างกายของเรานั้นเอง

นอกจากนั้นมีรายงานการวิจัยพบว่า สารแอนติออกซิแดนต์เป็นสารที่ช่วยในการยับยั้งและต้านโรคมะเร็ง ซึ่งในประเทศไทยก็มีพืชผักที่มีสารแอนติออกซิแดนซ์อยู่มากมายและอยู่ใกล้ตัวคนไทยชนิดที่เรียกว่าคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ล้วนเป็น สมุนไพรต้านโรคมะเร็ง ที่อยู่ริมรั้วบ้านที่มักหยิบมาใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันของครอบครัวอยู่แล้ว

สมุนไพรต้านโรคมะเร็ง

สามารถแบ่งออกตามกลุ่มได้นี้
  • วิตามินเอ
  • วิตามินซี
  • วิตามินอี
  • เบต้าแคโรทีน
  • ฟลาโวนอยด์
  • กรดฟีนอลิก

สมุนไพรต้านโรคมะเร็ง ทางการติดเชื้อ

วิตามินเอเป็นวิตามินบำรุงสายตา ฟัน กระดูก ผม ผิวเนื้อเยื่ออ่อน ช่วยเสริมการเจริญเติบโตของร่างกาย ต้านทานการติดเชื้อ นอกจากนั้นพบว่า วิตามินเอยังสามารถช่วยป้องกันโรงมะเร็งได้อีกด้วย
ผักพื้นบ้าน 100 กรัม วิตามินเอ (เบ : หน่วยสากล)
ใบยอ 43,333
ใบย่านาง 30,625
ใบช้าพลู 21,250
ใบตำลึง 18,608
ผักกูด 17,167
ผักแพว 13,055
ผักชีลาว 13,055
ผักแว่น 12,166
ใบบัวบก 10,962


สมุนไพรต้านโรคมะเร็ง ทางการคลายเครียด

หน้าที่ของวิตามินซีตามที่อาจารย์ สาทิส อินทรกำแหง เขียนไว้ในหนังสือ ภูมิชีวิต ได้อธิบายไว้ว่า วิตามินซีมีหน้าที่สำคัญคือ การสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นตัวเส้นใยที่ทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งยังเป็นตัวสร้าง กระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือดด้วย นอกจากนั้นยังช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้นป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ รวมไปถึงการช่วยให้คลายเครียดด้วย
ผักพื้นบ้าน 100 กรัม วิตามินซี (กรัม)
ดอกขี้เหล็ก 484
ใบเมี่ยง 192
ผ้กหวาน 168
ผักเชียงดา 153
ใบยอ 141
ผักแพว 115
ผักไผ่ 77
ผักชีลาว 58
ใบติ้ว 56


สมุนไพรต้านโรคมะเร็ง กำจัดฟรีแรดิคัล

เบต้าแคโรทีนเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ที่มีความสามารถในการกำจัดสารฟรีแรดิคัล ซึ่งเบต้าแคโรทีนยังมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้อีกด้วย
ผักพื้นบ้าน 100 กรัม เบต้าแคโรทีน (กรัม)
ยอดแค 8,654
ใบกะเพรา 7,867
ใบขี้เหล็ก 7,181
ผักเชียงดา 5,905
ผักติ้ว 4,500
ผักกระเฉด 3,710
แครอต 6,994


สมุนไพรต้านโรคมะเร็ง ปกป้องเซลล์

ฟลาโวนอนด์เป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนต์ สามารถปัองกันไม่ให้เซลล์และเนื้อเยื่อภายในร่างกายเราถูกฟรีแรดิคัลทำลาย พืชผักที่มีสารฟลาโวนอยด์ได้แก่ หัวหอมใหญ่ กระเทียม ถั่วเหลือง ส้ม เป็นต้น โดยเฉพาะ เนื้อส้มและในส้มจะมีฟลาโวนอยด์อยู่ปริมาณมาก


สมุนไพรต้านโรคมะเร็ง ลดเซลล์กลายพันธุ์

สารประกอบฟีนอลิกหลายตัวเป็นแอนติออกซิแดนต์ซึ่งมีผลยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชัน และต้านการกลายพันธุ์ แถมยังส่งผลดีต่อสุขภาพและสามารถต้านโรคมะเร็งได้ โดยกรดฟีนอลิกจะทำหน้าที่กำจัดฟรีแรดิคัล และพบได้ใน ขิง กะเพรา ขมิ้น กานพลู ตระไคร้

ที่มา หนังสือชีวจิต

อ่านต่อ

สมุนไพรรักษางูสวัด

สมุนไพรรักษางูสวัด สมุนไพรชื่อ พญายอ หรือมีชื่อเรียกอื่นๆ คือ ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด พญาปล้องดำ พญาปล้องทอง ลิ้นมักกร โพะโซ่จาง รูปแบบที่ใช้คือครีมพญายอ กลีเซอรีนพญายอ

โดยใช้ทาบริเวณที่มีการอักเสบ ปวดแสบปวดร้อน วันละ 4 ครั้ง นาน 5 วัน ครีมพญายอ และกลีเซอรีนพญายอสามารถระงับอาการปวดแสบปวดร้อนได้ดีพอสมควร และราคาไม่แพง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดจะต้องเคยเป็นโรคอีสุขอีใสมาก่อน หลังจากหายจาโรคอีสุขอีใสและ เชื้อจะไปหลบซ่อนอยู่บริเวณปมประสาทใต้ผิวหนัง และแฝงตัวอย่างสงบเป็นเวลานานหลายๆปี โดยไม่อาการผิดปรติใตๆ แต่เมื่อใดที่ภูมิต้านทานอ่อนแอลง ก็มีโอกาสจะเกิดโรคงูสวัดได้ โรงงูสวัดจะพบมากขึ้นตามอายุ พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง มักพบในคนอายุมากกว่า 50 ปี ในเด็กและทาราพบได้บ้าง แต่มักมีอาการไม่รุนแรง

โรคงูสวัดมีอาการอย่างไร
เริ่มต้นผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนลึกๆ เป็นช่วงที่ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง ส่งผลให้เชื่อไวรัสเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเกิดการติดเชื้อในระบบประสาท จึงมีอาการปวดแสบปวดร้อน

หลังจากที่ปวดแสบปวดร้อนได้ประมาณ 2-3วัน ผู้ป่วยโรคงูสวัดจะเริ่มมีผื่นแดงต่อมากลายเป็นตุ่มน้ำใส เรียงกันเป็นกลุ่ม เป็นแนวยาวตามเส้นประสาทของร่ายกาย เช่น ตามความยาวของขา หรือรอบเอว รอบหลัง หรือศีรษะ เป็นต้น โดยตุ่มน้ำใสของโรคงูสวัดนี้จะแตกออกเป็นแผล ต่อมาก็ตกสะเก็ด และหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์

อย่างไรก็ดี เมื่อตุ่มน้ำใสแตกและแผลหายดีแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังมีอาการปวดแสบปวดร้อนลึกๆ ตายรอยแนวของโรคที่เกิดขึ้น บางคนอาจมีอาการนี้อีกเป็นเดือน หรือหลายๆ เดือน โดยเฉพาะผู้สูงอายุบางคนอาจมีอาการปวดแสบปวดร้อนลึกๆ หลังจากที่แผลหายดีและเป็นปีๆ


ที่มา Health Today

อ่านต่อ

โยเกิต นดสด น้ำผึ้ง มะนาว สูตรล้างลำไส้เล็ก

ประโยชน์ของ โยเกิต นดสด น้ำผึ้ง มะนาว
- ล้างไขมันในลำไส้เล็ก ทำให้ระบบดูดซึมดี ตัวจุลินทรีย์ที่เกิดในโยเกิตจะช่วยย่อยไขมันจากนม และกินความหวานจะน้ำผึ้งเพื่อสร้างและเลี้ยงตัวจุลินทรีย์เองให้เติบโต เมื่อกินโยเกิต นดสด น้ำผึ้ง มะนาว เข้าไป นอกจากจะล้างลำไส้แล้ว ยังมีไขมันฝ่ายดีและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้ากินเวลา 13.00 - 15.00 น. จะไปช่วยย่อยขยะในสำไส้เล็กเพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็น บี 12 ส่งไปเลี้ยงสมองได้ดีมาก กินตอนเช้าจะลดความอ้วน กินตอนบ่ายล้างลำไส้เล้ก กินตอนเย็นจะอ้วน
- ถ้าไม่มีน้ำผึ้ง ก็ใช้น้ำอ้อยแทนได้ และถ้าไม่มีมะนาวก็ใช้น้ำสัมคั้น หรือส้มจึีดแทน
- คนที่เป็นเบาหวานกินได้ เพราะจุลินทรีย์จะกินความหวานจากน้ำผึ้งก่อน เมื่อผสมโยเกิต นดสด น้ำผึ้ง มะนาว เสร็จแล้ว ควรตั้งทิ้งไว้สักพักหนึ่ง (15 - 30 นาที) เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ขยายตัวก่อนแล้วจึงดื่ม ถ้ากินในปริมาณ 500 ซีซี จะช่วยล้างลำไส้ใหญ่ได้

สูตร โยเกิตรสธรรมชาติ ครึ่งถ้วย นมสด 1 แก้ว น้ำผึ้ง 1 - 2 ช้อนโต๊ะ มะนาวครึ่งลูก

อ่านต่อ

ชามะละกอ

การนำเอามะละกอดิบมาปอกเปลือก แล้วหั่นเนื้อมะละกอใส้หม้อ เติมน้ำ ต้มให้เดือดแล้วตักเนื้อมะละกอออกไป เอาเฉพาะน้ำมาใช้ชงชาเพื่อดื่มแทนชาทั่วไป
ประโยชน์ เมื่อดื่มชามะละกอ จะเป็นการล้างลำไส้ อันเนื่องมาจากการกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำคราบไขมันจะเกาะตัวที่ผนังลำไส้เป็นกาวเหนียวจีงเกิดการขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร และวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

เมื่อระบบดูดซึมไม่ดี หรือดูดซึมไม่ได้ เวลากินอาหารก็ได้แค่อิ่มแต่ไม่ได้สารอาหาร เมื่อเป็นอย่างนี้นานวันเข้า ความเจ็บป่วยก็จะเข้ามาเยือน

เมื่อร่ายกายปกติดีไม่เจ็บไม่ป่วย ก็ควรล้างลำไส้ไว้บ้าง เพื่อล้างคราบน้ำมันเก่าที่เคยกินอาหารผัดน้ำมันมานานหลายปี

สูตรชามะละกอ
- มะละกอดิบไม่อ่อนเกินไปครึ่งลูก
- ชาเขียว หรือชาจีน หรือชาใบหม่อน อย่างใดอย่างหนึ่ง

วิธีทำ
ปอกเปลือกมะละกอล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นแบบชิ้นฟักไม่ถึงครึ่งลูก ใส่หม้อเติมน้ำ 3 ลิตร ตั้งไฟ จะเติมดอกเก๊กฮวย ใบเตย หรือราเตย ก็ใส่ลงไปพร้อมกับมะละกอดิบ พอน้ำเริ่มเดือดได้สัก 3 นาที ก็ยกลงได้ อย่าต้มมะละกอจนเนื้อเละ ต่อไปก็ตักมะละกอและดอกเก๊กฮวยออกให้เหลือแต่น้ำ เอาน้ำร้อนที่เหลือทั้งหมดน้ำไปชงชาใส่ใบชาประมาณครึ่งกำมือ มากหรือน้อยตามความต้องการ (ห้ามแช่ใบชาเกิน 5 นาที) แล้วกรองเอากากใบชาทิ้งไปทั้งหมด ตั้งทิ้งไว้ให้อุ่นหรือเย็นก็ดื่มได้เลย หรือจะบรรจุขวดเก็บไว้ในตู้เย็นก็ได้ เก็บได้ประมาณ 3 วัน

อ่านต่อ

ล้างน้ำตาลในเลือด

กินของหวานมากทุก ๆ วัน จนเกินความต้องการของร่างกายน้ำตาลที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ไปเกาะผนังหลอดเลือด เกิดเป็นขนเล็ก ๆ ตามผนังหลอดเลือด
โดยปกติหลอดเลือดต้องสะอาด เรียบ และโล่ง เลือดจึงไหลเวียนได้ดี แต่น้ำตาลที่สะสมในเลือดมากทำให้หลอดเลือดไม่ยืดหยุ่นเมื่อเวลาอากาศเปลี่ยนจะไม่สบาย เป็นสาเหตุทำให้ปวดหัว ถ้าคนที่หลอดเลือดสะอาด ยืดหยุ่นดี เลือดจะไหลเวียนได้สะดวก

ควรงดกินน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย ควรได้น้ำตาลจากผลไม้บ้าง สลับกับการกินขนมหวาน

สูตรล้างหลอดเลือด
- กินน้ำรางจืด เพื่อล้างน้ำตาลในเลือด
- กินใบมะยมสด หรือต้มรายเตยกินน้ำ ก็ช่วยฟื้นฟูตับอ่อน เมื่อตับอ่อนแข็งแรง การคุมน้ำตาลจะดีขึ้นเอง

อ่านต่อ

กระเจี๊ยบ พุทราจีน สมุนไพรไทย ล้างไขมันในเลือด

กระเจี๊ยบ + พุทราจีน
คือ การนำเอากระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสดก็ได้ มาต้มรวมกับพุทราแห้ง ใช้พุทราจีน หรือพุทราเป่า (พุทราไทย) ก็ได้ เพื่อทำเครื่องดื่ม
ประโยชน์ ช่วยล้างไขมันในเลือดที่มีมากเกินไป เมื่อไขมันถูกล้างออกไปเรื่อย ๆ โดยการกินน้ำกระเจี๊ยบ+พุทราจีน ผนังหลอดเลือดก็จะยืดหยุ่น บีบตัวและขยายตัวเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกขึ้น บีบตัวและขยายตัวตามจังหวะการเต้นของหัวใจให้สูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยไม่มีไขมันมาขัดขวาง ไม่เปราะแตกง่าย
- ไม่ควรต้มกระจี๊ยบกินเดี่ยว ๆ เป็นเวลานาน ๆ เพราะจะทำให้ไตเสื่อม จึงต้องมีพุทราจีนตากแห้งผสมลงไปเป็นตัวแก้แล้วยังช่วยบำรุงไตไปพร้อมกัน
- ไม่ควรเติมน้ำตาวให้หวานเกินไป

วิธีทำ
เตรียมกระเจี๊ยบ 1 กำมือ
พุทราจีนแห้น 1 กำมือ
ล้างน้ำให้สะอาด บีบพุทราจีนให้แตก ใส่รวมกันลงภาชนะเติมน้ำเปล่า 2 ลิตร ต้มให้เดือดสักพักหนึ่ง แล้วยกลง เทกรองเนื้อออกให้เหลือแต่น้ำ เติมน้ำตาลจะได้ความหวานจากธรรมชาติที่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ทำเก็บใส่ขวดแช่เย็นเอาไว้ดื่มได้หลายวัน

อ่านต่อ

การใส่แหวน (โลหะบำบัดโรค)

     การใส่แหวนเป็นการใช้โลหะบำบัด ช่วยได้เล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ทดลองทำดู ควรดูแลเรื่องอาหารการกิน เป็นเรื่องหลักจะดีที่สุด โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

นิ้วโป้ง
- ใส่แหวนเงิน    ช่วยให้ปอดแข็งแรง หายใจเต็มอิ่ม ดูดสารพิษที่ปอด
- ใส่แหวนทอง   ช่วยสำใส้ใหญ่ให้ขับถ่ายสะดวก

นิ้วชี้
- ใส่แหวนเงิน    ช่วยลดความร้อน แก้โรคเกาต์ เบาหวาน น้ำเหลืองเสีย ขจัดพิษที่ม้าม
- ใส่แหวนทอง   ช่วยให้กระเพาะอาหารแข็งแรง กันปวดเข่า

นิ้วกลาง
- ใส่แหวนเงิน    ช่วยกรองเลือดที่ไหลผ่านหัวใจให้สะอาด ป้องกันหัวใจวาย
- ใส่แหวนทอง   ปรับความร้อนในร่างกาย แก้ปัสสาวะบ่อย

นิ้วนาง
- ใส่แหวนเงิน    ช่วยล้างไขมัน ล้างสารพิษในตับ
- ใส่แหวนทอง   แก้ไมเกรน แก้นอนไม่หลับ

นิ้วก้อย
- ใส่แหวนเงิน    ช่วยชำระไต ขจัดสารพิษที่ไต มือซ้ายหรือขวาก็ได้ หรือใส่สองข้างก็ได้ เพราะเรามีไตซ้ายขวา
- ใส่แหวนทอง   ช่วยดูแลเรื่อง กระเพาะปัสสาวะ มดลูก รังไข่ ปีกมดลูก อัณฑะ ไส้เลื่อน

อ่านต่อ

มะเร็ง

     เกิดจากร่างกาย ได้รับสารเคมีที่ปะปนอยู่ในอาหาร หรือเกิดจากเชื้อราอัลฟลาทอกซิน เป็น ถั่วลิสงป่น พริกป่น งาดำป่น ที่ทิ้งไว้เกิน 20 นาที จะเกิดเชื้อราอัลฟลาทอกซิน เข้าไปยึดพื้นที่ และอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์รมควัน หรือ ย่างจนไหม้เกรียม เนื้อสัตว์หมักดินประสิว สารกันบูด สารฟอกสี

     เกิดจากฮอร์โมนเพศชาย (เทศโทสเตอโรน) และ เพศหญิง (แอสโตรเจน) ที่มีอยู่ในร่างกายทุกคน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่สัมพันธ์กัน คือมากไป หรือน้อยไป (ต้องกินน้ำกระชายเข้าไปปรับสมดุลของฮอร์โมนให้พอดี) หรือ เซลล์มะเร็งเกิดขี้นเองได้จากความเครียดสะสมทำให้เซลล์ฝ่ายดีในร่ายกายเสื่อม และตายเร็วขึ้น แต่ตัวเซลล์มะเร็งจะเจริญเติบโตได้รวดเร็ว

     ถ้าเราใส่โปรแกรมในจิตใต้สำนึกของเรา ว่าเราเป็นคนอ่อนแอร่ายกายก็ไม่ส่งเอนไซม์ไปทำลายเซลล์มะเร็ง ก็ปล่อยให้มันโตขี้นทุกวัน

     ตัวเซลล์มะเร็ง จะดึงโปรตีน และกรดอะมิโนทั่วร่างกายไปใช้ตัวเซลล์ที่เป็นฝ่ายดีที่เริ่มอ่อนแอเพราะความคิดของตัวเราเองว่าเราเป็นคนอ่อนแอ ก็จะไม่มีสารอาหารบำรุงเซลล์ฝ่ายดี เพื่อให้เซลล์ฝ่ายดีหรือเอ็นไซม์ และไขมันไปดักจับและทำลายเซลล์มะเร็ง

     ใช้เห็ดสามอย่างปรุงอาหาร หัามผัดน้ำมัน กันเพื่อขับสารพิษในร่ายกายเป็นประจำ ป้องกันมะเร็งตั้งแต่ยังไม่เป็น

อ่านต่อ

ไรฝุ่น และ วิธีขับไล่ไร่ฝุ่น

     ในอากาศ จะมีละอองฝุ่นจะมีตัว ไรฝุ่น เกาะติดอยู่เป็นจำนวนมาก ลอยตัวอยู่ในอากาศทั่วไป ล่องลอยมาเกาะติดที่ไหนของร่างกาย หรือ เสื้อผ้าที่สวมใส่ ในห้องนอน ในรถ เมื่อเราหายใจก็ติดละอองและ ไรฝุ่น ติดเข้ามาด้วย หรือติดที่ใบหน้า ตัวไรฝุ่น ก็จะอาศ้ยอยู่ แล้วกัดกินฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่รูขุมขน และผิวหนัว หรือในโพรงจมูก ในรูหู

     เมื่อไรฝุ่นกินแล้วก็ต้องขับถ่ายทิ้งไว้ตรงบริเวณที่ ไรฝุ่น อาศัยอยู่ จะเกิดเป็นเชื้อราอักเสบได้ง่าย ถ้าเกิดที่ใบหน้าก็จะเป็นสิว ถ้าเกิดกับหนังศีรษะ ก็เป็นเชื้อราที่หนังศีรษะ ไรฝุ่น จะกินทั้งเลือดและน้ำเหลืองด้วย

วิธีขับไล่ไร่ฝุ่น
- กินขมิ้นชันแคปซูลในจำนวนมาก เป็นประจำ
- กินน้ำมะพร้าววันละ 1 ลูก ไม่ต้อวกินเนื้อมะพร้าว เพื่อเพิ่มแอสโตรเจน
- ใช้โลชั่นน้ำมะเฟืองชโลมผิวกาย เพื่อขับไล่ไร่ฝุ่นและยังช่วยลบลอบเหี่ยวย่นบนใบหน้าให้หายไปที่ละน้อย

อ่านต่อ

ถุงน้ำดีข้น กับ วิธีดูแลถุงน้ำดี

     เพราะมีไขมันเกาะติดอยู่ที่ผนังลำไส้เล็ก ที่เกิดจากการกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ เมื่อมีไขมันมาขวางการดูดซึมของน้ำ การย่อยจะไม่ปกติ จึงดึงน้ำย่อยจากถุงน้ำดีมาใช้งาน ซึ่งถุงน้ำดีเป็นถุงสำรอง เก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ

     การดึงน้ำจากถุงน้ำดีมากใช้งานมากขึ้น ทำให้ถุงน้ำดีข้น และถ้ากินน้ำน้อย ก็ทำให้ถุงน้ำดีข้น ในร่างกายของคน ต้องมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 70 % ในเมื่อดูดซึมน้ำไม่ได้ แล้วยังถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ผิดหนังเหงื่อ น้ำตา เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย จึงขาดน้ำไปหล่อเลี้ยง ตัวเซลล์จะมีอายุสั้นลงผิวพรรณก็ไม่ผุดผ่อง

     คนที่มีปัญหาถุงน้ำดีข้น ที่เกิดจากลำไส้เล็กมีไขมันอุดตัน
จะมีอาการดังนี้
     ปวดหัวข้างเดียว ปวดหัวสองข้าง น้ำในหูไม่เท่ากันเพราะเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย นอนไม่ค่อยหลับ ตาเหลือง กินได้น้อย ปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดน่อง ตาฝ้าฟ่าง ตาเป็นต้อ เหงือกบวม ปวดเข่า ขาไม่มีแรง เมื่อถุงน้ำดีข้นมากอาจเป็นในถุงน้ำดี

ล้างระบบดูดซึม ด้วยสูตร
- มะละกอดิบ ต้มน้ำ เอาน้ำมาชงขา (ดื่มกิน)
- โยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว (ดื่มกิน)
- ใช้บอระเพ็ดยาว 1 เกียก (15 ซ.ม) ต้มน้ำแล้วดื่มกินให้ หมด ภายใน 1 วัน
- ดื่มน้ำปัสสาวะตัวเอง
- ล้างสำไส้เป็นประจำ แล้วนิ่วในถุงน้ำดีจะหายไปเอง

วิธีดูแลถุงน้ำดี
- งดอาหารผัดน้ำมัน
- ดื่มน้ำครั้งละน้อย ๆ แต่ดื่มบ่อยครั้ง
- ไม่เครียด ไม่อดนอน
- ใช้ดีบัว (ไส่ในของเม็ดบัว) แบบตากแห้ง ต้มกินน้ำ ช่วยบำรุงถุงน้ำดี
- กินลูกเกด (องุ่นตากแห้ง)



อ่านต่อ

โรคไต และ วิธีบำรุงไต,อาหารบำรุงไต

     เกิดมาจากระบบดูดซึมไม่ดี ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแล้วมันเข้าตัวไม่ได้ จะถูกส่งไปให้ไตขับทิ้ง ทำให้ไตทำงานหนักมากกว่าปกติ เป็นที่คาดการณ์กันว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีคนต้องรอล้างไตอีก 9 ล้านคน

     ไต มีหน้าทีกรองเลือดว่าเม็ดไหนหมดอายุแล้ว ก็กรองออกไป เม็ดเลือดที่ยังไม่หมดอายุก็ส่งคืนกลับไป และอื่น ๆ อีกมาก
  • ลำไส้เล็กต้องต้องดูดซึมกลุ่มสารอาหาร ที่จะไปสร้างกรดอะมิโนเพื่อไปสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกาย เช่น เซลล์กล้ามเนื้น เซลล์ประสาท เซลล์กระดูก ได้แก่ โปรตีน วิตามิน ซี,วิตามิน บี1,วิตามิน บี3,วิตามิน บี6
  • ลำไส้ใหญ่ต้องดูดซึมกลุ่มสารอาหาร ที่จะไปสร้างเม็ดเลือดเพื่อไปสร้างภูมิคุ้มกัน ได้ วิตามิน เอ,วิตามิน ซี,วิตามิน อี
ไตทำงานหนัก โดยไม่จำเป็น คือ
  • กินอาหารรสจัด
  • กินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ
  • กินเนื้อสัตว์ แล้วไม่มีวิตามิน ซี,วิตามิน บี1,วิตามิน บี3,วิตามิน บี6 (ซึ่งหาได้จากน้ำกระชาย) มาช่วยเปลี่ยนโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโนถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • เกิดจากความกล้ว ขี้ตกใจ ชอบข่มชู่คนอื่น ถ้าเป็นอย่างนี้ร่างกายจะผลิตไขมันขึ้นมาเอง ให้เป็นไขมันฝ่ายร้าย ถ้าอารมณ์ดี ไม่เครียด มีจิตเมตตาก็จะเป็นไขมันฝ่ายดี
  • (ถ้าดูแลปอดดี ไตก็จะแข็งแรง เมื่อไตแข็งแรง กระดูกก็จะแข็งแรงด้วย)

วิธีดูแลไต

  • รู้ว่าเป็นโรคไตแล้ว ควรให้หมอรักษาดีที่สุด
  • งดอาหารผัดน้ำมัน
  • ล้างลำไส้ หรือระบบดูดซึม เป็นประจำด้วยสูตร
    • มะละกอดิบต้มน้ำ เอาน้ำมาชงชา (ดื่มกิน)
    • โยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว (ดื่มกิน)
    • ใช้เห็ดสามอย่างขึ้นไป นำมาปรุงอาหาร (ห้ามผัดน้ำมัน)

อาหารบำรุงไต

น้ำกระชาย เม็ดบัว เห็นหูหนูดำ ลูกเกด องุ่นดำ ถั่วดำ งาดำ ลูกแปะก้วย ผลไม้ชื่อลูกไข่เน่า กล้วยตาก ลูกสำรอง เฉาก๊วย แก้วมังกร ถั่วห้าสี ผักดอก ผลไม้ดอง

สูตรละลายนิ่วในไต
  • กินแกนสับปะรดวันละ 3 แกน หรือจะปั่นกิน คู่กับใบโหระพา ก็ได้ กินจนหายปวดหลัง (สังเกตตัวเอง)
  • เหล้าขาว 1 ก๊ง เติมมะนาว 1 ลูก กินก่อนนอน 10 ถึง 20 วัน แล้วหยุดกิน

สูตรล้างไต

  • รากหมาก รากมะพร้าว รากตาล ลูกใต้ใบ ต้มรวมกันแล้วเอาน้ำมาดื่ม เพื่อล้างไต
  • ข่า ตะไคร์ ใบมะกรูด ใบมะนาว กระชาย หอมแดง ใบสะระแหน่ อย่างละ 1 กำมือ ใส้ในหม้อดิน เติมน้ำให้ท่วมต้มให้เดือด แล้วยกลง รอให้เย็น กินให้หมด ภายใน 1 วัน

อ่านต่อ

กระชาย กระชายคือโสมของไทย ราชาแห่งสมุนไพร

ในน้ำกระชายมีอาหารอยู่ 2 กลุ่ม
1. กลุ่มละลายในน้ำ
2. กลุ่มที่ละลายในไขมัน

เมื่อกินน้ำกระชายเข้าไปแล้ว ในกระเพาะเรามีน้ำ มีไขมัน และจุลินทรีย์ สองกลุ่มจะแยกกันทำหน้าที่ของมันเอง ตัวจุลินทรีย์ในกระเพาะจะทำให้เกิดแอลกอฮอล์ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สกัดตัวยากลุ่มที่ละลายในน้ำออกมาจากน้ำกระชายได้เอง ส่วนกลุ่มที่ละลายในไขมันก็ทำงานของเขาเอง
คนปกติควรกินน้ำกระชายเพื่อบำรุงเอาไว้ จะช่วยปัองกันไม่ให้เป็น โรคไต ผู้ชายปัองกันไม่ให้ต่อมลูกหมากโต ผู้หญิงปัองกันไม่ให้เป็นมดลูกโต

สรรพคุณกระชายปั่นคั่นน้ำ

  • ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่เปราะบาง
  • ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่เปราะบาง
  • ช่วยบำรุงตับ ไตให้แข็งแรง ดูแลระบบมดลูก รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ ดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง
  • ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยให้ระบบกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง เต็นสมั่าเสมอ ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจดีขึ้น
  • ช่วย ฟื้นฟูต่อมไร้ท่อต่าง ๆ เช่น ต่อมไธรอยด์ ต่อมใต้สมองต่อมหมวกไต และตัวอ่อน เมื่อต่อมไธรอยด์ปกติดี จะไม่เป็นโรคคอพอก และยังมีส่วนในการช่วยลดกรดยูริด
  • ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิง คือ แอสโตรเจน และ ฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเตอโรน ซึ่งมีอยู่ในร่างกายของทุก ๆ คน ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง ถ้าผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศหญิงในตัวมากเกินไปก็อาจจะเป็นเต้านม หรือมีน้อยไปก็อาจเป็นมะเร็งปากมดลูก ส่วนผู้ชายนั้น น้ำกระชายจะช่วยคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
  • ช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น ถ้ากินคู่กับใบบัวบก จะบำรุงสมองได้โดยตรง ต้องกินเป็นประจำเพื่อป้องกันความจำเสื่อม
  • ปรับความดันโลหิตให้พอดี ไม่ให้สูงมากหรือต่ำมากเกินไป
  • กินน้ำชายเป็นประจำ ช่วยให้เส้นผมไม่หงอกก่อนวัย เล็บมือ เล็บเท้า แข็งแรง
  • ช่วยขับน้ำคาวปลา สตรีหลังคลอดบุตร
ในน้ำกระชาย 1 แก้ว มีคุณค่าสูงกว่านม 1 แก้ว หลายเท่า ถ้าให้เด็กกินเป็นประจำ จะช่วยสร้างกระดูกให้มีโครงสร้างที่แข็งแรง กินคู่กับมะม่วงสุกแล้วปั่นก็ดี ต้องการให้หวานก็เติมน้ำผึ้งได้ ปั่นกระชายแล้วเก็บน้ำกระชายใส่ขวดแช่เย็นไว้เป็นหัวเชื้อได้หลายวัน เวลาจะทำเครื่องดื่มก็นำหัวเชื้อน้ำกระชายมาเจือจางในน้ำ แล้วจะเต็มน้ำดอกอัญชันก็ได้ หรือเติมน้ำผลไม้ปั่นอื่น ๆ อีกหลายอย่างแล้วแต่จะดัดแปลง ไม่มีอะไรตายตัว ขอให้ทำให้อร่อยแล้วกินได้

วิธีทำกระชาย
- นำกระชายมาล้างน้ำเกลือหลาย ๆ ครั้งให้สะอาดประมาณ 1 ขีด (ไม่ต้องปอกเปลือก)
- หั่นกระชายเป็นแว่นเล็ก ๆ ใส่เครื่องปั่นแล้วเติมน้ำ 3 แล้ว
- ปั่นให้ละเอียดแล้วกรองเอาแต่น้ำ ทิ้งกากไป (ห้ามกินกาก)
- ใช้น้ำเป็นหัวเชื้อใส่ขวดเก็บในตู้เย็นได้หลายวัน
- เวลาจะใช้ดื่มก็เทใส่แล้วแล้วเติมน้ำสะอาดให้เจือจาง
- เติมน้ำผึ้ง เกลือ ปรับรสชาติตามใจชอบ

อ่านต่อ

เส้นผม บน ศีรษะ ผมร่วง แชมพูสระผม

     เส้นผมบนศีรษะ ควรเป็นสิดำตามเผ่าพันธุ์ของคนไทย ก้าโกรกผม ย้อมผม เปลี่ยนสีเป็นสีอื่น จะมีผลต่อหัวใจ ทำให้หัวใจไม่แข็งแรงเพราะสีดำจะช่วยกรองคลื่นความถี่ที่ทำร้ายหัวใต และถ้าใช้ยาสระผม ยาย้อมผม รวมถึงการทาปาก การเขียนคิ้ว การทาเล็บ ที่มีสารเคมีเจือปนอยู่ สารเคมีเหล่านี้จะซึมผ่านเข้าชั้นผิวหนังไปถึงเส้นเลือดฝอย แล้วส่งไปสะสมอยู่ที่ตับได้โดยตรง

     ควรหาน้ำยาที่เป็นสมุนไพรที่ไร้สารเคมี มาใช้กับผิวหนังจะดีที่สุด ถ้าใช้สารเคมีบ่อย ตับก็จะสะสมเคมีไปตลอดชีวิต เป็นเหตุให้เจ็บป่วยได้หลายประการ เช่น ปวดใต้เข่าร้าวไปถึงส้นเท้า ขาไม่มีแรง ปวดที่น่องร้าวไปถึงฝ่าเท่า ผมร่วง

เมื่อเคมีตกค้าง มันจะส่งผมโดยตรงกับสมองส่วนหลัง ซึ่งมีหน้าที่คุม แขน ขา

     เมื่อเคมีตกค้างที่สมองส่วนกลาง แถว ๆ กระหม่อม จะมีผลต่อสมองส่วนที่เก็บความจำ มีผลต่อการย่อยอาหาร ท้องจะอืด ท้องเฟ้อ ง่วงนอนบ่อย หาวนอน นั้งรถก็หลับ ป่วยเรื้อรัง

- ควรจะทำ การดึงสารพิษที่หนังศีรษะและใบหน้า
- กินเห็ดสามอย่าง ปรุงอาหาร ขับสารพิษที่ตับเป็นประจำ แล้วกินขมิ้นชันก่อนนอน (ขับไขมันในตับ)
- กินหัวไชเท้า ปรุงอาหาร เพื่อ ล้างสารพิษในกระแสเลือด
- ใช้แชมพูสระผมสมุนไพรใบบัวบก

ใช้แชมพูสระผม ยาย้อมผม ที่มีสารเคมีกับหนังศีรษะ ก็เท่ากับทำร้ายตับโดยตรง

อ่านต่อ

ปวดเข่า 4 ด้าน

- ปวดเข่าด้านหน้า บริเวณลูกสะบ้าหัวเข่าลงไปหน้าแข็ง สาเหตุมาจากกระเพาะอาหาร เช่น กินไม่ตรงเวลา ไม่กินอาหารเข้า กินอาหารรสจัด หรือเป็นคนวิตกกังวลบ่อย กระเพาะอาหารยังทนได้อยู่ไม่เป็นอะไร แต่จะมาฟ้องที่เข่า

- ปวดเข่าด้านหลัง บริเวณขาพับ สาเหตุมาจากกระเพาะปัสสาวะ เช่น กลั้นปัสสาวะบ่อย หรือ คุมปัสสาวะไม่ได้ กระเพาะปัสสาวะเองยังฟัองเหตุการณ์ในร่างกายได้อีกหลายอย่าง
     ถ้าเรามีปัญหากระเพาะปัสสาวะ อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงอาการเบาหวาน หรือ มดลูกรังไข่ เรื่องของไต ลำไส้ใหญ่ไม่ไดี แล้วกระเพาะปัสสาวะ ก็จะมาฟ้องที่ตรงใต้เข่าหลังขาพับ
     อารมณ์หวาดกลัวเป็นเหตุให้ปวดเข่าได้ เช่น กลัวอยู่คนเดียว กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวลูกหลานไม่เลี้ยง กลัวความสูง กลัวความืด

- ปวดเข่าด้านข้าง ถ้าปวดบริเวณนี้ ร้าวไปถึงโคนขา ถึงสะโพก สาเหตุมาจากถุงน้ำดีเป็นเหตุ เราก็ตรวจตัวเองดูว่า เรากินน้อยไปไหม เรากินของผัดน้ำมันบ่อยหรือเปล่า

- ปวดเข่าด้านใน
     - อาจเกิดจากม้าม หรือมีปัญหาของเบาหวาน,ความอ้วน หรือ กล้ามเนื้อกำลังจะเปลี่ยนเป็นไขมัน ก็จะปวดเข่า ต้องทำให้ไขมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ โดยกินขมิ้นชันเข้าไปช่วย
     - อาจเกิดจากตับ เพราะใช้เครื่องสำอางและยาสระผม ยาโกรกผมที่มีสารเคมี สารพิษเหล่านี้จะลงไปสะสมที่ตับได้โดยตรง หรือการกินอาหารที่มีสารเคมี ตกค้าง เช่น สารฟอกขาว สารกันบูด กินประสิว ผงชูรส บอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง ก็จะมีสารพิษตกค้างที่ตับ หรือ เกิดจาการกินหวานมาก ขี้โมโหบ่อย กินอาหารรสจัด
     - อาจเกิดจากไต เพราะเรากินอาหารรสจัด เปรี้ยวจัดเผ็ดจัด เค็มมาก เป็นประจำ ไตจึงทำงานหนัก หรือกินอาหารที่ผัดน้ำมันเป็นประจำ ทำให้ระบบดูดซึมเสีน ก็เป็นเหตุให้ไตทำงานหนัก แล้วมีผลเกียวข้องกับการปวดเข่าได้เช่นเดียวกัน

ถ้าปล่อยให้อวัยวะภายในพวกนี้มีปัญหา จะต้องปวดเข่าแน่นอน ควรหาทางแก้ไขที่ต้นเหตุให้ได้

อ่านต่อ

ตับ และ วิธีล้างสารพิษในตับ

หน้าที่หลักของตับ ผลิดน้ำดีให้ถุงน้ำดี ช่วนกรองเลือด ส่งเลือดดีเข้าสู่ร่างกาย และส่งเลือดไปทีไต ล้างสารพิษ และตับยังช่วยย่อยอาหาร ดูแบเส้นผม ขน เล็บ ถ้าตับทำงานหนัก ไตก็ช่วยทำงานเมื่อทำงานหนัก ตับก็จะเสีย ไตก็เสื่อม

     ตับทำงานหนัก เพราะกินบ่อย กินผิดเวลา คือมื้อที่ดับรอย่อยอาหาร เช่น อาหารมื้อเช้า เราไม่ได้กินอาหารมื้อเช้า ระหว่างเวลา 07.00 - 09.00 น. แต่ไปกินอาหารเวลาทีดับเลิกทำงานแล้ว คือหลังจากเวลา 09.00 น. ตับจะย่อยผิดเวลา กลายเป็นว่า ตับต้องทำงานหนัก หรือ กินจุบกินจิบทั้งวัน และการกินอาหารหนักแล้วเข้านอน

     โดยเฉพาะเวลา 01.00 - 03.00 น. ร่ายการ ต้องหลับสนิท และเป็นเวลาของตับที่จะต้องขับสารพิษออกจากร่างกาย ก็ไม่ควรกินอาหารในเวลานี้ ถ้าจะกินก็ควรจะให้เลย 03.00 ไปแล้ว

     ถึงแม้ไม่ได้กินอะไรจุบจิบ ตับก็ต้องรับอารมณ์โกรธ โมโห อิจฉา หรือเครียด เมื่อมีอารมณ์เหล่านี้ เซลล์ตับก็จะตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ตับเสื่อมเร็วขึ้น

     การเพิ่มภาระให้ตับคือ การโกรกสีผม ทาเล็บ ใช้ยาสระผม ทาปาก ดัวยเครื่องสำอางที่มีสารเคมีเจือปนอยู่ สารเคมีจะส่งไปถึงตับโดยตรงแล้วสะสมอยู่เป็นเวลานาน พอตับมีปัญหา ขอบใต้ตาจะดำ อาหารก็ไม่ค่อยย่อย ท้องจะอืด สมแน่นท้อง เลือดไม่ไปเลี้ยงกระดูกเชิงกราน มดลูกเริ่มโต เจ็บตึงที่ส้นเท้า ผู้ชายเป็นต่อมลูกหมากโตได้เหมือนกัน

วิธีล้างสารพิษในตับ

  • กินเห็นสามอย่างขึ้นไปปรุงอาหาร หัดผัดน้ำมัน แต่ใช้กะทิแทนน้ำมัน จะได้ประโยชน์มากกว่า (ต้มเห็ดแล้วกินแต่น้ำก็ได้)
  • กินขมิ้นชันก่อนนอน (ไม่จำกัดจำนวน) เพื่อขับไขมันในตับ
  • การดูแลตับให้แข็งแรง จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
  • งดใช้เครื่องสำอางที่มีสารเคมีกับใบหน้า งดใช้ยาสระผมที่มีสารเคมีกับหนังศีรษะ เพราะสารเคมีจะเข้าไปถึงตับ ได้โดยตรงโดยซึมผ่านเข้าทางเส้นเลือดฝ่อย
  • ผงชูรส หรือโมโนโซเดียมกลูตาเมท จะตกค้างในตับ ทำร้ายตับโดยตรง และทำให้เลือดหนืด
  • ไม่กินอาหารระหว่างตี 1 ถึงตี 3 เพราะเป็นเวลาที่ตับต้องขับสารพิษ ถ้ากินอาหารเวลานี้ ตับจะไม่ได้ทำหน้าที่หลัก คือ การขับสารพิษออกจากร่างกาย
"ถึงจะบำรุงอะไร แต่ถ้าสารพิษตกค้างอยู่ในร่างกาย ก็ไม่เกิดประโยชน์"

อ่านต่อ

สูตรล้างระบบดูดซึม(ลำไส้) Detox กับ อาหารผัดน้ำมัน

อาหารผัดน้ำมัน ในน้ำมันที่ประกอบอาหาร ถ้ามีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์มอยู่ด้วยไม่ควรนำมาเข้าร่างกาย เพราะน้ำมันปาล์ม น่าจะสกัดไปใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างอื่น ถ้าจะบอกว่าน้ำมันปาล์มไม่มีโคเลสเตอรอล ถ้าอย่างนั้นน้ำมันเบนซินก็ไม่มีโคเลสเตอรอล น้ำมันดีเซลก็ไม่มีโคเลสเตอรอลเหมือนกัน แล้วน้ำมันเหล่านี้สมควรเอามากินเล่นได้หรือไม่

ดูจากก้นกระทะและรอบ ๆ เตาแก๊ส หรือท่อน้ำทิ้งที่ล้างจาน จะมีคราบเหนียวของน้ำมันเกาะอยู่ เราก็ล้างออกได้ แล้วถ้ากินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ น้ำมันที่เข้าไปโดนอุณหภูมิของร่างกายที่ 37 องศาตลอดเวลา น้ำมันจะเหนียวเป็นกาวยึดเกาะที่ผนังลำไส้ เป็นเวลานานเข้าก็จะหนาตัวขึ้น ไปขวางระบบดูดซึม ระบบดูดซึมของร่างกายจะเสีย แล้วเราจะส่งอะไรเข้าไปล้างมันได้

ระบบดูดซึม Detox
เมื่อระบบดูดซึมเสีย สำไส้จะดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปสร้างเม็ดเลือดไม่ได้ กินยา หรือ วิตามินก็ไม่ดูดซึม เพราะผ่านชั้นไขมันที่ผนังสำไส้ไปไม่ได้ หรือผ่านไปได้น้อย ต่างกับการให้น้ำเกลือโดยการฉีดเข้าเส้นเลือด โดยไม่ต้องผ่านระบบดูดซึม แต่ใครจะให้น้ำเกลือได้ทุกวันคงไม่มี

เมื่อระบบดูดซึมไม่ได้ พวกสารอาหาร และโปรตีน จะถูกส่งไปให้ไตขับทิ้ง ไตก็ต้องทำงานหนัก และอ่อนล้าเป็นธรรมดา ผลที่ตามมาคือความเจ็บป่วย การเกิดโรคต่างๆ

ทุกคนที่เคยกินอาหารผัดน้ำมัน หรือของที่ทอดน้ำมันบ่อย ๆ หรื่อทุกวัน ควรจะต้องล้างลำไส้เพื่อให้ระบบดูดซึมทำงานได้ดีขึ้น

การไม่ล้างลำไส้ ก็เปรียบเสมือนการกินข้าว แล้วไม่ได้ล้างจานมื้อต่อไปก็ใช้จานใบเก่าใส่ข้าวกินใหม่

สตูรล้างระบบดูดซึม(ลำไส้) Detox

1. มะละกอดิบต้มน้ำชงชา (ชงมะละกอ)
วิธีทำ ใช้มะละกอดิบปอกเปลือกล้างน้ำแล้วมาหั่นแบบชิ้นฟัก ใส่หม้อ เติมน้ำต้นให้เดือดแล้วยกลง เอาเฉพาะน้ำมาชงชา ใช้มาจีน หรือ ชาเขียว หรือ ชาใบหม่อนก็ได้ ควรแช่ชาไม่เกิน 5 นาที แล้วกรองชาออก สูตรนี้จะช่วยล้างไขมันที่เกาะลำไส้ได้ดี ควรทำดื่มเป็นประจำทุกวัน เพราะเรากินอาหารผัดน้ำมันมาหลายปี

2. โยเกิต + นมสด + น้ำผึ่ง + มะนาว
วิธีทำ นดสด 1 กล่อง เทใส่แก้ว เติมโยเกิตรสธรรมชาติ ครึ่งถ้วยของโยเกิต เต้มน้ำผึ่ง และมะนาว ชิมรสชาติตามใจชอบ แล้วตั้งทิ้งไว้สักพักหนึ่ง เพื่อให้จุลินทรีย์ขยายตัวแล้วกินความหวานของน้ำผึ่ง แล้วช่วยย่อยไขมันของนมก่อน แล้วจึงค่อยดื่ม จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดี (ถ้าดื่มเวลา 13.00 - 15.00 น.) จะได้ผมดีมาก เพราะตรงเวลาของลำไส้เล็ก

3. รากหญ้าคา เก๋ากี๊ เก๊กฮวย ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ตะไคร้หอม
วิธีทำ นำมาต้มรวมกันกินแต่น้ำ เป็นสูตรล้างลำไส้ดีที่สุด

4. บอระเพ็ด ยาว 1 เกียว เติมน้ำ 2 แก้ว แล้วต้มดื่มกินน้ำก็ช่วยล้างสำไส้ได้ดีเช่นกัน

อ่านต่อ

ขมิ้นชัน สมุนไพรไทย สรรพคุณหลายอย่างที่คนมองข้าม

ขมิ้นชัน และ สรรพคุณขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน

มี วิตามิน เอ,วิตามิน ซี,วิตามิน อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ - สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร - ช่วยย่อยอาหาร - ทำความสะอาดให้สำไส้ - เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ - ต้านอุนมูลอิสระ ปัองกันการเกิดมะเร็งตับ - สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง - กำจัดเชื้อราที่ป่นเปื้อนในอาหารที่กินเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง - ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี

ใช้กินเหง้าของ ขมิ้นชัน โดยการปอกเปลือก หรือตากแห้งแล้วบดเป็นผงใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง และแบบผงบรรจุแคปซูลเพื่อสะดวกแก่การกิน

กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูระบบของอวัยวะ กินเพียง 1 แคปซูลขมิ้นชันเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็กินครั้งละ 1 แคปซูลขมิ้นชัน ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ากินขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะไปขับไขมันในตับ

กินขมิ้นให้เป็นอาหาร ไม่ใช่กินเป็นยา ต้องกินให้สนุก ใช้ปรุงอาหารกินบ้าง หุงข้าวก็ใส่ขมิ้นชันได้ ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากินและยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทองปลาได้เป็นบางส่วน

นาฬิกาชีวิต (ความสัมพันธ์ของอวัยวะกับเวลา)

ช่วงเวลา
03.00-05.00 น.
05.00-07.00 น
07.00-09.00 น
09.00-11.00 น
เป็นเวลาของ
ปอด
สำไส้ใหญ่
กระเพาะอาหาร
ม้าม

ช่วงเวลา
11.00-13.00 น.
13.00-15.00 น
15.00-17.00 น
17.00-19.00 น
เป็นเวลาของ
หัวใจ
สำไส้ใส้
กระเพาะปัสสาวะ
ไต

ช่วงเวลา
19.00-21.00 น.
21.00-23.00 น
23.00-01.00 น
01.00-03.00 น
เป็นเวลาของ
เยื้อหุ้มหัวใจ
พลังงานรวม
ถุงน้ำดี
ดับ

กินขมิ้นตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น
เวลา 03.00 - 05.00 น.
ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรงช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก แล้วช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

เวลา 05.00 - 07.00 น.
ช่วยแก้ปํญหาสำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟิ้นฟูปลายประสาทของสำไส้ใหญ่ ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาสำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือสำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไป หรือถ่ายน้อยเกินไป

ถ้าสำไส้ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังสำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็ก ๆ อยู่เป็นล้าน ๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้างจึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำเกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวารไม่เป็นมะเร็งลำไส้

เวลา 07.00 - 09.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจาการกินข้าวไม่เป็นเวลาท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ปัองกันความจำเสื่อม

เวลา 09.00 - 11.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลในปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวข้องกันม้าม ลดอาหารเป็นเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน

เวลา 11.00 - 13.00 น.
ใครมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ก็กินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใตให้แข็งแรง ถ้าเลย 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปที่ผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จีงต้องลงขมิ้นทางผิวช่วยอีกทางหนึ่งด้วย

เวลา 13.00 - 15.00 น.
ช่วยแก้ปัญหาเรื่องปวดท้องบ่อย เพราะมีไขมันเกาะสำไส้เล็กไขมันที่เคลือบลำไส้จะเคลือบขยะเอาไว้ด้วยแล้วสะสมตัวกัน ทำให้เกิดแก๊สและมีอาการปวดท้องตอนบ่ายในช่วงเวลานี้ ถ้ากินสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว แล้วขมิ้นชัน จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดีที่สุด สูตรโยเกิตนี้ตัวจุลินทรีย์จะช่วยเปลี่ยนขยะในสำไส้เล็กให้เป็น บี 12 เพื่อส่งไปเลี้ยงสมองต่อไป

เวลา 15.00 -17.00 น.
ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้
กินเหลือเลยเวลาจากช่วงนี้ จบไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ช่วยขับไขมันในตับระหว่างเวลา 01.00-03.00 น. ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากจะช่วยขับไล่ไร่ฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่าย ๆ

กินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมี ไม่มีสเตรอย์ที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ

อ่านต่อ

ดึงสารพิษที่ผิว Body detox

     ก่อนอื่นต้องล้างระบบดูดซึมก่อน ด้วยสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว หรือ มะละกอดิบต้มน้ำชงชา กินเพื่อล้างลำไส้เป็นประจำแล้ว ระบบดูดซึมจะดี ดูดซึมสารอาหารไปกับเส้นเลือดส่งไปเลี้ยงสมอง และใบหน้าได้ดี คืออาหารมือเช้าเป็นมือสำคัญ ที่จะเป็นตัวส่งไปให้สมอง

     กินอาหารที่มีวิตามิน เอ,วิตามิน ซี,วิตามิน อี,เบต้าแคโรทีน,แอสโตรเจน แล้วมาสังเคราะห์กันเอง เกิดเป็นคอลลาเจนขึ้นเองโดยไม่ต้องหามาจากภายนอก เช่น ขมิ้นชัน จะมีวิตามิน เอ,วิตามิน ซี,วิตามิน อี,อยู่ครบถ้วน เมื่อกินเข้าไปแล้ว วิตามินทั้ง 3 ตัวจะทำงานพร้อมกันได้เลยต่อไปก็ใช้สูตรพอกตัวดังนี้

สูตร 1
ดินสอพอง ครึ่งกิโลกรัม
ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา
ไพลผง 2 ช้อนชา
ทานาคา 3 ช้อนชา (ผสมเสร็จแล้วแบ่งมาใช้)

สูตรนี้ใช้พอกตัวเพื่อดูดหินปูน และสารพิษออกมา แล้วบำรุงผิดไปพร้อมกันด้วย ใช้พอกหน้า หรือตามแขนขาได้ทั่วตัว ขมิ้นชันจะช่วยขับไล่ไรฝุ่น

สูตร 2
ดินสอพอง ครึ่งกิโลกรัม
ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา
ไพลผง 2 ช้อนชา

ใช้ขิงสดคั้นเอามาแต่น้ำ ผสมลงไป แล้วพอกตัว ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี

สูตร 3
ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา
ไพลผง 2 ช้อนชา

น้ำมะขามเปียก หรือน้ำมะเฟือง คั้นเอาแต่น้ำผสมลงไป ช่วยขับไล่ไรฝุ่น และบำรุงผิว

     ทั้ง 3 สูตรจะเติม นมสม หรือ โยเกิต หรือ น้ำผึ้ง หรือ มะนาว ลงไปอีกก็ได้ แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน ทดลองทำดู

ประโยชน์
- ดึงสารพิษที่ผิวหนัง ดูดหินปูนและสารพิษออกมาทางรูขุมขน
- เป็นการแลกเปลี่ยนทางธรรมชาติ ของเซลล์ผิด เมื่อคายสิ่งที่ไม่ดีออกไป ก็ดูดสิ่งที่ดี กลับเข้ามาชดเชย เป็นการให้อาหารทางผิดโดยตรง โดยปราศจากสารเคมี

"ดินสอพองจะทำงานเปรียนเสมือน ปูนที่เข้มข้น เมื่อใช้พอกตัว จะเกิดปฏิกิริยาการดูดหินปูน ที่เจือจางกว่า ตามข้อต่าง ๆ ของร่างกายให้ผ่านออกมาทางรูขุมขน รวมทั้งเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และสารพิษที่ตกค้าง จะถูกดูดออกมาด้วย"

สารพิษเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังได้มากกว่าเข้าทางปากถึง 700 เท่า

อ่านต่อ

อนุมูลอิสระ คือสารพิษ

     ในร่ายกายคนจะต้องมีประจุไฟฟ้าลบ อยู่ในปริมาณมาก วิ่งอยู่รอบ ๆ เซลล์ของร่างกาย ถ้ามีเชื้อโรคเข้ามา ตัวประจะไฟฟ้าลบ จะวิ่งไปเกาะเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคมันระเบิด ประจะไฟฟ้าลบ จีงมีประโยชน์

     แต่ถ้าประจะไฟฟ้าลบมีน้อย เวลาเชื้อโรค หรือสารพิษเข้ามามากกว่า มันจะดูดประจุไฟฟ้าลบไปหมด จนเรามีไม่พอ หรือไม่เหลือประจุไฟฟ้าลบ เชื้อโรคมันจะขยายตัวได้ง่าย


     ตัวประจุไฟฟ้าลบ หามาได้จาก การกิน ผ้ก,ผลไม้ (การกินเนื้อสัตว์มากไป จะเป็นการดึงประจุไฟฟ้าลบในร่ายกายให้เสียไป)

     ตัวประจุไฟฟ้าตัวลบได้จาก อัญมณี แหวนเงิน แหวนทอง หรือที่เรียกว่า โลหะบำบัด

     เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ เป็นตัวไปทำลายประจุไฟฟ้าลบ แต่ผ้าไหมไทย ผ้าฝ้าย เป็นตัวไปเพิ่มประจุไฟฟ้าลบ

     ตัวประจุไฟฟ้าลบ ได้จากความยึดมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยึดมั่น ทำดีจิตใจสงบ

     ตัวประจุไฟฟ้าลบ ได้จากความอบอุ่นในครวบครัว (สัมผัสบำบัด) หรือได้จาการฟังดนตรี (ดนตรีบำบัด) เพลงบางประเภพจะเพิ่มประจุไฟฟ้าลบ หรือการใช้กลิ่นบำบัด กลิ่นน้ำหอมจะช่วยสร้างประจุไฟฟ้าลบได้ เช่น กลิ่นของน้ำปรุงไทยเก้าชนิด (เก้ากลิ่นในขวดเดียว)

     ฉะนั้น ถ้าในร่างกายมีประจุไฟฟ้าลบในเลือดมากกว่าบวก เลือดจะสะอาด ถ้ามีประจุไฟฟ้าบาวมากกว่าลบ ก็กลาย เป็นเลือดสกปรกเลือดเป็นพิษ


อ่านต่อ